ความเข้าใจเรื่องสติ และ โอกาสที่ประเสริฐ

ความเข้าใจเรื่องสติ

สติ เป็นสภาพธรรมที่มีจริงอย่างหนึ่ง ที่ใช้คำนี้แล้วก็แปลออกมาว่าเป็นสภาพที่ระลึกได้แต่ต้องเป็นไปในกุศล เพราะว่าการคิดนึกของเรา ๆ คิดถึงอดีตได้ด้วยความเพลิดเพลินหรือว่าด้วยความขุ่นข้อง ขณะนั้นเป็นลักษณะของเจตสิกที่ไม่ใช่สติเจตสิก แต่ถ้าสติเจตสิกเกิดขณะไหน จิตขณะนั้นเป็นโสภณ เป็นจิตที่ดี เป็นจิตที่ดีงาม เพราะฉะนั้นก็จะแยกจิต ที่ไม่ดีกับจิตที่ดี ถ้าจิตฝ่ายดีจะต้องมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วยหลายประเภทจึงสามารถที่จะเป็นโสภณจิตได้ ไม่ใช่เฉพาะสติเจตสิกเท่านั้น แต่เวลาที่จิตฝ่ายดีเกิดจะขาดสติเจตสิกไม่ได้เลย ตามกำลังว่าจิตขณะนั้นเป็นจิตประเภทไหน เป็นจิตประเภทฝ่ายดีขั้นทาน ขั้นศีลหรือขั้นฟังธรรม หรือขั้นเข้าใจธรรม หรือขั้นประจักษ์แจ้งของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นที่แปลว่าระลึก จริง ๆ แล้วภาษาไทยจะใช้คำที่ยากที่จะเข้าถึงลักษณะของสภาพธรรม หรือแม้แต่ภาษาหนึ่งภาษาใดนอกจากภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม แต่ต้องเป็นผู้ฟังที่เข้าถึงอรรถของคำนั้น ไม่ใช่เพียงแต่รู้ว่าคำนี้แปลว่าอะไร ถ้าเพียงรู้ว่าคำนี้แปลว่าอะไรอย่างสติ ถ้าแปลว่าระลึกแล้วจะเข้าใจได้อย่างไรว่าขณะไหนเป็นสติ เพราะว่ามีการระลึกหลายอย่าง ถ้าเป็นสติก็คือขณะนั้นเกิดขึ้น ระลึกคือเป็นไปในทานที่เป็นกุศลทั้งหมด เป็นไปในศีล เป็นไปในความสงบของจิต เป็นไปในการอบรมเจริญปัญญา เช่น การฟังธรรมเข้าใจ ขณะนั้นสติเจตสิกก็เกิด ขณะที่แม้ไม่ได้ฟังแต่นึกถึงธรรมไตร่ตรองด้วยความเข้าใจ ขณะนั้นก็เป็นสติที่ใช้คำว่า “ระลึก” คือเป็นไปในกุศลหรือว่าในธรรมฝ่ายดีงาม แต่สติที่บอกว่าเป็นสติปัฏฐาน ใช้คำว่าระลึกเป็นไปในกาย ขณะนี้มีกาย เป็นไปในเวทนา ขณะนี้มีความรู้สึก เป็นไปในจิต ขณะนี้มีจิต เป็นไปในธรรม ขณะนี้มีธรรม ขณะที่ฟังเป็นสติขั้นฟัง หรือว่าเป็นสติขั้นระลึกเป็นไปในกาย ระลึกเป็นไปในกายไม่ได้แปลว่าคิดถึงเรื่องกาย แต่หมายความว่าที่กายมีสภาพธรรมที่ยึดถือว่าเป็นเราหรือว่าเป็นกายของเรา เพราะฉะนั้นสติปัฏฐานคือขณะที่กำลังรู้ตรงลักษณะ ที่ใช้คำว่า “ระลึก” เพราะเหตุว่าไม่ได้เป็นไปกับเรื่องราว แล้วไม่ใช่ระลึกเป็นคำ แต่ว่าระลึกเพราะเหตุว่ามีการเข้าใจจากขั้นการฟัง ทำให้สตินั้นเกิดขึ้นรู้ตรงลักษณะนั้น คือระลึกหรือรู้ตรงลักษณะที่เป็นกายหรือว่าเป็นจิต หรือว่าเป็นธรรม หรือว่าเป็นความรู้สึก เพราะฉะนั้นก็เป็นความเข้าใจ “คำ” เดียวที่ใช้คำว่า “สติ” แต่จะต้องรู้อรรถของสติว่าเป็นธรรมฝ่ายดี และสติก็มีหลายขั้น ตั้งแต่ขั้นเป็นไปในทาน เป็นไปในศีล เป็นไปในความสงบของจิต และเป็นไปในการอบรมเจริญปัญญา

โอกาสที่ประเสริฐ

สิ่งที่ชาวโลกขาดแคลน คือความเข้าใจพระธรรม ที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่รู้จัก เพราะไม่เคยได้ฟัง เพราะไม่ได้สะสมมา ที่จะศรัทธาและสนใจ ไม่ใช่ว่าพระธรรมไม่มี แต่ว่าสนใจที่จะศึกษาสนใจที่จะฟังหรือไม่ สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสก็มาก ไม่มีโอกาสที่จะได้ฟังเลย แล้วก็พอมีโอกาส ก็แล้วแต่ว่าสะสมมาที่จะเห็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เพราะว่าถึงแม้ฟัง ก็ยังเบื่อได้ ฟังมากไป แล้วทำอย่างอื่น ทั้งหมดเป็นธรรมะ แต่ว่ากว่าจะรู้จริงๆ ว่าเป็นธรรมะทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตายก็จะต้องค่อยๆ เข้าใจว่าธรรมะคือสิ่งที่มีจริงๆ ทุกขณะ ไม่ต้องเลือก ไม่ต้องคอย ไม่ต้องไปทำอะไร แล้วก็ไม่ต้องหวัง เพราะตอนที่ไม่ได้ฟังธรรมเลย ชีวิตก็ดำเนินมาเป็นไปจนถึง ณ วันนี้ ตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้น เมื่อมีความเข้าใจธรรม จะไปเปลี่ยนแปลงเหตุที่จะให้ชีวิตดำเนินต่อไปไม่ได้ เพราะว่าทุกขณะเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แต่เพิ่มความเห็นถูกความเข้าใจถูกว่าทั้งหมดเป็นธรรมะ ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เมื่อมีเหตุพร้อมที่จะให้ผลเกิดเมื่อไหร่ ผลที่เกิดก็ต้องเกิด เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นธรรมะที่เป็นฝ่ายที่น่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจ แต่คนที่เข้าใจธรรมะแล้ว ไม่หวั่นไหว เพราะว่ารู้จริงๆ ว่าเป็นธรรมะ แต่ถ้าลืม หวั่นไหวด้วยโลภะบ้าง ด้วยโทสะบ้าง เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ความเข้าใจธรรม จะมีได้ต่อเมื่อฟังแล้วไม่ลืม ถึงลืมก็ฟังอีก เข้าใจอีกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีความมั่นคง
ถ้าชาตินี้ไม่เคยสนใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ตายไปมีโอกาสที่จะได้ฟังอีกหรือไม่ จะได้ฟังคำของผู้ที่ประเสริฐที่สุดที่ไม่มีผู้ใดเปรียบได้อีกไหม ก็หมดโอกาส เพราะฉะนั้น โอกาสที่ยังเหลืออยู่ที่ประเสริฐที่สุด ก็คือได้ฟังสิ่งซึ่งเป็นความจริงถึงที่สุด ซึ่งจะติดตามไป เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะเข้าใจตรง อะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรชั่ว อะไรจริง อะไรเท็จ เพราะฉะนั้น การรู้ความจริงเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ทำให้คนนั้นเป็นคนที่ตรง เมื่อเป็นคนตรง จะไม่เห็นผิดเป็นชอบ จะไม่เห็นชั่วเป็นดี แล้วก็สามารถที่จะตรงจนละสิ่งที่ชั่วได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ดีทั้งหมดก็จะทำให้ค่อยๆ ดีขึ้นๆ จนกระทั่งรู้ความจริงถึงที่สุด สามารถที่จะดับสิ่งที่ไม่ดีได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรที่สุดก่อนจะจากโลกนี้ก็คือ ได้ฟังพระธรรมด้วยความเคารพอย่างยิ่ง เป็นผู้ตรงที่จะเข้าใจคำที่ลึกซึ้งให้ถูกต้อง เพื่อต่อไปมีโอกาสจะได้ฟังอีก เหมือนขณะนี้ไม่ใช่บังเอิญ แต่ว่าเมื่อมีการที่มีโอกาสที่จะได้ฟัง ก็ต้องรู้ว่าเป็นผลของการที่ได้ทำไว้ที่จะได้ฟังคำจริงทุกคำแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นๆ
การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีโอกาสได้ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญา คือความเข้าใจถูกเห็นถูก อันเป็นเหตุที่จะนำมาซึ่งความเจริญในกุศลธรรมทุกประการ เพราะปัญญานำไปในกิจทั้งปวงที่ดีงาม อุปการะเกื้อกูลให้คุณความดีเจริญขึ้น เป็นไปเพื่อขัดเกลาละคลายกิเลสที่สะสมมามากในสังสารวัฏฏ์ นั่นคือ ชีวิตที่ดำเนินไปด้วยปัญญา ประเสริฐ.

Related posts

พระอภิธรรม

( วีระ วศินวรรธนะ )

วิปัสสนาญาณ